เมื่อนักแสดงนั่งเก้าอี้ผู้กำกับ
ช่วงหน้าร้อนปี 2022 กระแสหนึ่งที่ค่อยๆ ก่อตัวมานานก็ชัดขึ้นมาทันที นักแสดงตัวท็อปของเกาหลีพากันย้ายไปอยู่หลังกล้อง หนังเรื่องแรกที่ อีจองแจ กำกับได้รับเชิญไปเมืองคานส์ และนักแสดงที่คุมทั้งการพัฒนาโปรเจกต์และการผลิตเองก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไป
คนจุดชนวนคือ อีจองแจ หลังดังไปทั่วโลกจากบทซองกีฮุนใน Squid Game ปี 2021 เขาเปิดตัวในฐานะผู้กำกับเมื่อเดือนสิงหาคม 2022 กับหนังเรื่อง Hunt ไม่ได้แค่กำกับ แต่ยังเขียนบท อำนวยการสร้าง และเล่นเป็นตัวนำเองด้วย ชื่อชั่วคราวของหนังคือ Namsan เรื่องราวเกิดในยุคสาธารณรัฐที่ห้าช่วงทศวรรษ 1980 ว่าด้วยสายลับสองคน พัคพยองโฮจากทีมต่างประเทศ กับคิมจองโดจากทีมในประเทศ ที่ต้องตามล่าสายลับเกาหลีเหนือรหัสดงริม ขณะเดียวกันก็ระแวงกันเองไปตลอดเรื่อง
คนที่เล่นเป็นคิมจองโดคือ จองอูซอง แค่นี้ก็เป็นข่าวแล้ว ทั้งคู่เล่นด้วยกันครั้งแรกใน City of the Rising Sun เมื่อปี 1999 และเป็นเพื่อนซี้กันมาตั้งแต่นั้น หนังเรื่องนั้นทำให้อีจองแจได้รางวัลนักแสดงนำชาย Blue Dragon ตอนอายุ 27 ซึ่งยังเป็นสถิติอายุน้อยที่สุดที่ไม่มีใครทำลายได้ ปี 2016 สองคนนี้ร่วมกันก่อตั้งค่าย Artist Company และนั่งเป็นกรรมการบริษัททั้งคู่ แฟนๆ เรียกพวกเขาว่า คู่รักชองดัมดง ตอนอีจองแจตั้งชื่อไอจีว่า from_jjlee ชาวเน็ตก็สังเกตว่าถ้าอ่านต่อกับชื่อไอจีของจองอูซอง จะกลายเป็นข้อความจากจองแจถึงอูซอง แต่เจ้าตัวบอกว่าไม่ได้ตั้งใจ พูดง่ายๆ ว่า Hunt คือมิตรภาพของสองคนนี้ที่มีบริษัทโปรดักชันเป็นของตัวเอง
เดือนเมษายน 2022 Hunt ได้รับเชิญเข้าสาย Midnight Screenings ของเทศกาลหนังเมืองคานส์ครั้งที่ 75 อีจองแจเคยเดินพรมแดงคานส์มาแล้วกับ The Housemaid ปี 2010 แต่สำหรับจองอูซองนี่คือครั้งแรก เพราะอยู่นอกสายประกวด หนังจึงมีสิทธิ์ลุ้นแค่รางวัล Caméra d'Or สำหรับผู้กำกับหน้าใหม่ และก็ไม่ได้รางวัล ผู้ชมต่างชาติหลายคนบอกว่าตามเรื่องยากถ้าไม่รู้ประวัติศาสตร์เกาหลียุคใหม่ เวอร์ชันที่ฉายในเกาหลีจึงตัดฉากรองออกไปจากเวอร์ชันคานส์ความยาว 131 นาที หลังจากนั้นก็ได้รับเชิญต่อทั้งสาย Gala ที่โตรอนโต และสายประกวดของเทศกาลซิตเจสที่สเปน
ในโรงก็ไปได้สวย ทุนสร้าง 20,500 ล้านวอน ต้องมีคนดูราว 4.2 ล้านคนถึงจะคืนทุน ในบรรดาหนังฟอร์มยักษ์ของค่ายใหญ่สี่เรื่องหน้าร้อนปีนั้น Hunt ถูกคาดหวังน้อยที่สุด แต่กระแสปากต่อปากดันยอดไปถึงราว 4.35 ล้านคน กลายเป็นหนึ่งในแค่สองเรื่องที่คืนทุนได้ นักวิจารณ์ยกให้เป็นการเปิดตัวผู้กำกับสายนักแสดงที่ประสบความสำเร็จอีกคนต่อจาก คิมยุนซอก และอีจองแจยังคว้ารางวัลผู้กำกับหน้าใหม่ยอดเยี่ยมจาก Blue Dragon Film Awards ส่วนเดือนกันยายนปีเดียวกันเขาก็เพิ่งได้ รางวัลเอ็มมี สาขานักแสดงนำชายซีรีส์ดราม่า ปีเดียวได้สองสถานะ ทั้งผู้กำกับมือใหม่และซูเปอร์สตาร์ระดับโลก
แต่ทางนี้ก็มีคนเดินมาก่อนแล้ว ฮาจองอู เปิดตัวหนังยาวเรื่องแรกปี 2013 กับ Fasten Your Seatbelt ซึ่งสไตล์ของเขาชัดมากจนมีคนแซวว่าตัวละครทุกตัวพูดเหมือนฮาจองอูหมด ปี 2015 เขากำกับและเล่นนำเองใน Chronicle of a Blood Merchant และปี 2025 ก็ปล่อยงานกำกับเรื่องที่สามชื่อ Lobby ส่วน คิมยุนซอก เปิดตัวปี 2019 กับ Another Child หนังเล็กๆ ที่ตามดูเด็กสาวมัธยมสองคนตอนที่เรื่องชู้สาวทำให้ครอบครัวของทั้งคู่พังไม่เป็นท่า จากนักแสดงที่ติดภาพบทแมนๆ มาตลอด โทนภาพสีชมพูกับเรื่องที่มีผู้หญิงเป็นศูนย์กลางทำเอาทุกคนเซอร์ไพรส์ เกร็ดสนุกคือ คิมฮเยจุน ที่เล่นเป็นลูกสาวของเขา มีพ่อตัวจริงชื่อคิมยุนซอกเหมือนกัน
จองอูซองตามมาไม่นานหลังจากนั้น หนังยาวเรื่องแรกของเขา A Man of Reason เปิดตัวที่โตรอนโตเมื่อเดือนกันยายน 2022 เขาต้องรับหน้าที่กำกับเองเพราะผู้กำกับคนเดิมถอนตัวกลางทาง ทั้งที่ตัวเองเป็นนักแสดงนำอยู่แล้ว ที่จริงเขาไม่ใช่มือใหม่ เพราะกำกับมิวสิกวิดีโอมานาน รวมถึง MV ที่ โจอินซอง แสดงด้วย แต่หนังเข้าฉายในเกาหลีเดือนสิงหาคม 2023 ได้คนดูแค่ราว 128,000 คน ห่างไกลจุดคืนทุน 1.6 ล้านคน และเสียงวิจารณ์ก็ค่อนข้างเย็นชา เก้าอี้ผู้กำกับไม่ได้การันตีตอนจบแบบแฮปปี้เสมอไป
ยังมีนักแสดงที่ขยายไปทางการผลิตและบริหารบริษัทด้วย ฮวังจองมิน เริ่มกำกับละครเวทีปี 2012 กับ มิวสิคัล Assassins และปี 2015 ก็ทั้งเล่นนำเป็นวาทยกรและกำกับมิวสิคัล Okepi ไปพร้อมกัน บริษัท Sam Company ของเขาเป็นทั้งค่ายนักแสดงและผู้ผลิตมิวสิคัล ที่เคยมีนักแสดงอย่าง คังฮานึล และ พัคจองมิน สังกัดอยู่ ส่วนโจอินซองก็ตั้งบริษัทกับเพื่อนสนิท ชาแทฮยอน เมื่อปี 2025 นักแสดงที่เคยรอแค่บทมาถึงมือ ตอนนี้เลือกเรื่องเอง หาทุนเอง และปั้นคนเอง นี่แหละคือความเปลี่ยนแปลงจริงๆ ของวงการหนังเกาหลียุค 2020