เมื่อโชว์บนเวทีเจอสายตาชาวโลก
ปี 2017 MAMAMOO ทาหน้าให้เข้มในวิดีโอล้อเลียนที่ฉายในคอนเสิร์ตของตัวเอง แฟนต่างชาติชี้ว่าเป็น blackface จนต้นสังกัดออกมาขอโทษ เหตุการณ์นี้มักถูกยกเป็นจุดที่ K-pop เรียนรู้ว่าคำว่า 'แค่ทำให้คนในประเทศดู' ใช้ไม่ได้อีกต่อไป
เรื่องเกิดที่คอนเสิร์ตอังกอร์ของ MAMAMOO ชื่อ MOOSICAL 'Curtain Call' วันที่ 3 ถึง 5 มีนาคม 2017 ใน VCR ที่ฉายคั่นระหว่างโชว์ สมาชิกทำตาม MV 'Uptown Funk' ของ Mark Ronson กับ Bruno Mars และเพื่อเลียนแบบ Bruno กับแดนเซอร์ พวกเธอทาหน้าเป็นสีน้ำตาลเข้ม รูปที่แฟนถ่ายจากที่นั่งคนดูหลุดขึ้นทวิตเตอร์ ไปถึงแฟนต่างชาติภายในไม่กี่ชั่วโมง และกระแสตีกลับทันที เพราะในโลกภาษาอังกฤษ สิ่งนี้มีชื่อเรียกว่า blackface และมันมีประวัติศาสตร์ที่หนักมาก
blackface มาจาก minstrel show ในอเมริกาช่วงศตวรรษที่ 19 ที่นักแสดงผิวขาวทาหน้าดำแล้วแสดงเป็นคนผิวดำให้ดูโง่และต่ำต้อย สำหรับคนดูอเมริกัน การทาหน้าดำจึงไม่ใช่คอสตูม แต่คือร่องรอยของการล้อเลียนเป็นร้อยปี ขณะที่ในเกาหลีบริบทนี้ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก คนไม่น้อยเลยมองว่า 'ก็แค่เลียนแบบศิลปินผิวดำที่ชอบ จะเหยียดตรงไหน' แต่อีกฝั่งตอกกลับได้ตรงจุด ถ้ามีคนดึงหางตาให้ตี่เพื่อ 'เลียนแบบ' คนเอเชีย เจตนาดีจะทำให้มันโอเคไหม สุดท้ายความเห็นส่วนใหญ่ก็ลงตัวว่า ไม่ว่าเจตนาจะเป็นอย่างไร การแต่งหน้าแบบนั้นก็คือการเหยียดเชื้อชาติ
วันที่ 4 มีนาคม หนึ่งวันหลังดราม่าเริ่ม ต้นสังกัดโพสต์คำขอโทษในแฟนคาเฟ่ทางการ อธิบายว่าตั้งใจล้อเลียน MV ที่ทุกคนรู้จักเพื่อโชว์อีกมุมของวง ยอมรับว่าทำให้เกิดความไม่สบายใจ และจะตัดฉากนั้นออกตั้งแต่รอบที่สอง ถือว่าแก้เกมเร็ว แต่คำว่า 'MAMAMOO blackface' ก็ติดอยู่ในผลค้นหาไปอีกนาน และในหมู่แฟนต่างชาติ นี่ยังเป็นตัวอย่างแรกที่ถูกยกขึ้นมาทุกครั้งที่คุยเรื่องเชื้อชาติกับ K-pop
สิ่งที่เหตุการณ์นี้บอกคือกติกาเปลี่ยนไปแล้ว มุกที่เมื่อก่อนจะจบอยู่ในฮอลล์คอนเสิร์ตที่โซล ตอนนี้แค่กล้องมือถือตัวเดียวก็ขึ้นไทม์ไลน์ทั่วโลกได้ คนดูกลายเป็นระดับโลก มาตรฐานก็เลยเป็นระดับโลกตามไปด้วย ค่ายต่าง ๆ เริ่มเอา MV พร็อพ ทรงผม และชุด มากรองอีกรอบด้วยคำถามว่า 'ต่างชาติจะมองแบบไหน' แนวคิด hyeonjihwa หรือการปรับให้เข้ากับท้องถิ่น จึงขยายจาก 'ร้องเป็นภาษาเขา' ไปถึง 'รู้ว่าอะไรทำให้เขาเจ็บ'
เรื่องทำนองเดียวกันยังเกิดขึ้นเรื่อย ๆ ในรูปแบบอื่น ปี 2020 MV How You Like That ของ BLACKPINK วางรูปปั้นพระพิฆเนศไว้บนพื้นเหมือนของตกแต่ง แฟนชาวอินเดียท้วง และ YG Entertainment ก็ตัดต่อฉากนั้นออก เป็นเรื่องศาสนาไม่ใช่เชื้อชาติ แต่โครงเดียวกัน สิ่งที่ทีมงานเกาหลีมองเป็นของแต่งเก๋ ๆ คือสิ่งที่อีกคนกราบไหว้ ด้านการเมืองก็มี เหตุการณ์ธงของจื่อวี ตอนที่ จื่อวี วง TWICE ถือธงไต้หวันในรายการเกาหลีแล้วโดนกระแสต้านหนักในจีน เวทีเดียวแต่มีประวัติศาสตร์และความรู้สึกของหลายประเทศซ้อนอยู่พร้อมกัน
คำถามว่าใครหยิบยืมวัฒนธรรมของใคร และหยิบยังไง ก็ย้อนกลับมาหาเกาหลีเหมือนกัน ความโกรธของแฟนเกาหลีใน ศึกแย่งกันว่าเป็นของชาติไหน อย่างเรื่องกิมจิหรือฮันบก ก็มาจากความรู้สึกเดียวกันว่ามรดกของตัวเองถูกใช้แบบไม่ใส่ใจ มองเข้าไปในสังคมเกาหลี จำนวน ครอบครัวพหุวัฒนธรรม ที่เพิ่มขึ้นกำลังเปลี่ยนวิธีพูดถึงสีผิวและที่มา และประเด็น ภาพความพิการบนจอ ก็โตขึ้นจากการที่ซีรีส์เกาหลีเล่าเรื่องตัวละครผู้พิการ แม้แต่การกินเนื้อสุนัขที่เคยถูกมองเป็นเรื่องภายใน สุดท้ายก็จบที่ กฎหมายยุติการกินเนื้อสุนัข โดยมีสายตาชาวโลกอยู่เบื้องหลัง
ทุกวันนี้ในแฟนด้อม K-pop การ 'เช็กความละเอียดอ่อน' กลายเป็นเรื่องที่ต้องมีอยู่แล้ว แฟน ๆ ทักท้วงเป็นภาษาอังกฤษ สเปน และไทยพร้อมกัน ค่ายก็ต้องตอบให้เร็วพอกัน วิดีโอสั้น ๆ ในคอนเสิร์ตช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2017 จึงถูกจำไว้ว่าเป็นวันแรกที่มาตรฐานใหม่นี้โผล่มาให้เห็นชัด ๆ