ปมภาษาอังกฤษของคนเกาหลี
เกาหลีใช้เงินกับการศึกษาติดอันดับต้น ๆ ของโลก แต่คนแรกที่ยอมรับว่าตัวแข็งทุกครั้งที่ฝรั่งเข้ามาทักก็คือคนเกาหลีเอง คะแนนสูงแต่พูดไม่ออก เป็นปมเก่าแก่ของภาษาอังกฤษสไตล์เกาหลี
รากของเรื่องนี้ลึกกว่าที่คิด ปี 1885 รัฐบาลโชซอนตั้งโรงเรียนและจ้างครูจากอเมริกา มีชาวอังกฤษคนหนึ่งทึ่งกับหนุ่มวัย 19 ที่ตอนแรกแยก f กับ p ไม่ออก แต่ผ่านไปสองเดือนท่องศัพท์ได้วันละ 200 คำและคุยได้แล้ว จุดเปลี่ยนมาถึงใน ยุคอาณานิคมญี่ปุ่น ครูญี่ปุ่นเข้ามายึดห้องเรียน การสอนเลยแข็งตัวเป็นไวยากรณ์กับการแปล นักเรียนถึงขั้นประท้วงไม่เข้าเรียนบ่อย ๆ เพราะฟังสำเนียงครูไม่รู้เรื่อง สไตล์ "อ่านแล้วแปล" ที่ยังครองห้องเรียนมาจนทุกวันนี้ก็ก่อตัวขึ้นตอนนั้น
หลังได้เอกราช อิทธิพลของ อเมริกา แรงขึ้น ครูเจ้าของภาษาเกือบทั้งหมดเป็นคนอเมริกัน พอถึงยุค 2010 ครูจากอังกฤษ แคนาดา ออสเตรเลียเพิ่มขึ้น ปลายทาง เวิร์กกิ้งฮอลิเดย์ ก็หลากหลายขึ้น สำเนียงเลยเริ่มผสมกัน แต่โครงสร้างการสอบแทบไม่ขยับ ภาษาอังกฤษใน ซูนึง เน้นไวยากรณ์กับการอ่าน สอบกลางภาคปลายภาคที่โรงเรียนไม่มีข้อสอบฟังเลย การพูดอยู่นอกเกรดมานานหลายสิบปี หลักสูตรปี 2022 ที่เปลี่ยนชื่อหมวดทักษะเป็น "ความเข้าใจ" กับ "การแสดงออก" ก็เป็นความพยายามเขย่าแบบแผนนี้
พอเป็นผู้ใหญ่ก็เจอ TOEIC ข้อสอบนี้เกิดขึ้นปี 1979 ตามคำขอของภาคธุรกิจญี่ปุ่น แต่ในเกาหลีกลายเป็น "ข้อสอบภาษาอังกฤษ" ไปเลยตั้งแต่ บริษัทยักษ์ใหญ่ เริ่มใช้คะแนนรับคนเข้าทำงานช่วงปลายยุค 80 ปี 2004 มีคนสอบราว 1.86 ล้านคน ประมาณ 4 ใน 100 คนของประเทศ จุดบอดคือ TOEIC วัดแค่การฟังกับการอ่าน คะแนนเฉลี่ยขยับจาก 517 ในปี 1996 เป็นราว 688 ในปี 2016 แต่หลายคนมองว่าที่ดันขึ้นคือศึกหางานกับการแข่งกันสะสมสเปก ไม่ใช่ความคล่องจริง ๆ เลยมีคนอ่านหนังสือพิมพ์ได้ลื่นแต่เหงื่อตกเพราะโทรศัพท์สายเดียว ส่วน คองกลิช ภาษาอังกฤษที่ใช้ได้แค่ในเกาหลีก็ทำให้สะดุดอยู่บ่อย ๆ
พ่อแม่เลยอยากให้ลูกเริ่มเร็วขึ้นเรื่อย ๆ นี่คือฉากหลังของ อนุบาลภาษาอังกฤษ และ ฮักวอน ที่ดัน ค่าเรียนพิเศษ พุ่ง ในวงการ K-pop ก็เห็นได้ชัด หลายวงให้ เมมเบอร์เกาหลีโพ้นทะเล ที่พูดอังกฤษคล่องเป็นคนรับหน้าที่สัมภาษณ์ต่างประเทศ กลับกันแฟนฮันรยูเรียนภาษาเกาหลีเพื่อสอบ TOPIK สองข้อสอบนี้เลยเหมือนกระจกสะท้อนกัน คำติดปากอย่าง "เมาภาษาอังกฤษ" (ยองออ อุลลองจึง) สรุปเรื่องยาวทั้งหมดนี้ไว้ในคำเดียว